|
นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย
(ภูมิปัญญาทางการประพันธ์กาพย์ กลอน และข้อเขียนทางพุทธศาสนา)
 |
นาวาเอกทองย้อย
แสงสินชัย เป็นคนจังหวัดราชบุรีโดยกำเนิด ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมท้องถิ่น
ท่านมีความสามารถทางการประพันธ์ร้อยกรองและงานเขียนทางพุทธศาสนาอย่างสูง
กาพย์เห่เรือผลงานของท่านโด่งดังไปทั่วประเทศไทย นั่นคือ กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติ
บทประพันธ์ของท่านเข้าประกวดในโครงการเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ
รัชกาลที่ ๙ และได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง
กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติของนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ได้ใช้ในพระราชพิธีมหามงคลวโรกาสที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติเป็นปีที่ ๕๐
มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นกิจกรรมเห่เรือในงาน วันพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้ากฐิน
ณ วัดอรุณราชวราราม ในวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณศิลป์ในการแต่งกาพย์เห่เรือคงมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไม่มากหรืออาจหาไม่ได้อีก
กาพย์เห่เรือเฉลิมพระเกียรติของนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ที่ชนะการประกวดมีปี
พ.ศ. ๒๕๓๙ นำมาใช้ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม
๒๕๔๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้ากฐิน
ณ วัดอรุณราชวราราม เมื่อ วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ อีกครั้ง
ความเป็นมาของการแต่งกาพย์เห่เรือของนาวาเอกทองย้อย
แสงสินชัย เนื่องมาจากในวโรกาสเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษก หน่วยงาน
๓ หน่วยงานได้แก่ กองทัพเรือ กรมศิลปากร ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ร่วมจัดกิจกรรมคือ
กองทัพเรือได้สร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ
รัชกาลที่ ๙ กรมศิลปากรรับผิดชอบด้านศิลปะลวดลายเรือ และธนาคารไทยพาณิชย์ช่วยจัดหาทุนสร้างเรือพร้อมทั้งประกาศให้บุคคลทั่วไปส่งผลงานกาพย์เห่เรือเข้าประกวด
กำหนดความยาวไม่เกิน ๒๐ บท แต่งตามลักษณะกาพย์เห่เรือทุกทุกประการคือ
โคลงสี่สุภาพ ๑ บท ตามด้วยกาพย์ยานีไม่น้อยกว่า ๑๕ บท และไม่เกิน
๒๐ บท
จากสารสถาบันภาษาไทย
ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ เมษายน - มิถุนายน ๒๕๓๙ ได้สัมภาษณ์ นาวาโททองย้อย
แสงสินชัย ( ยศเดิม ) ลงประวัติและยกย่องผลงานของท่านและในความตอนหนึ่งได้กล่าวถึง
กรรมการผู้ตัดสินทั้งหมดมี ๑๐ คน มาจากธนาคารไทยพาณิชย์ ๙ คน
และจากกองทัพเรือ ๑ คน มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดถึง ๑๖๐ สำนวน
ผู้เขียนได้ศึกษาผลงานของท่านนาวาเอกทองย้อย
แสงสินชัย แล้วท่านเป็นผู้ทรง ภูมิปัญญาไทยท่านหนึ่งที่สมควรยกย่องและแนะนำให้ผู้อ่านรู้จัก
ท่านเกิดในตำบลปากไก่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี การศึกษาได้เปรียญธรรม
๙ ประโยค สำนักเรียนวัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี และจบปริญญาตรีทางด้านรัฐศาสตร์
สาขาสัมพันธ์ระว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตการรับราชการของท่านเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๒๑ เข้ารับราชการเป็นนักภาษาโบราณ กองหอสมุดแห่งชาติ
กรมศิลปากร ปัจจุบันท่านรับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์ กองทัพเรือ
และดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ
นาวาเอกทองย้อย
แสงสินชัย ได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนวัดหนองกระทุ่ม
อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และได้บวชเรียนที่วัดนั้น เริ่มมีผลงานตอนเป็นสามเณรและภิกษุท่านได้กล่าวถึงผลงานของท่านดังนี้
ในปี
พ.ศ. ๒๕๐๖ ขณะบวชเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุ ราชบุรี ท่านเริ่มเรียนรู้กฎเกณฑ์ทางฉันทลักษณ์ด้วยตนเอง
และแต่งกลอนภาษิตเกี่ยวกับต้นไม้ในวัดและลงในนิตยสาร "ชัยพฤกษ์"
สมัยนั้นอาจารย์เปลื้อง ณ นคร เป็นบรรณาธิการ บทประพันธ์ของท่านครั้งนั้นได้รับการลงในนิตยสารชัยพฤกษ์เสมอ
และใช้นามปากกาว่า "สิน แสงสินชัย" และต่อมาได้ประพันธ์ลงในนิตยสาร
"วิทยาสาร" และผลงานของท่านที่ลงในวารสารวิทยาสาร
เรื่อง "ชีวิตของสุนทรภู่" ได้รับรางวัลชนะเลิศเมื่อ
พ.ศ. ๒๕๑๒
เมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านแต่งหนังสือเรื่อง "บรรพชาปวัตน์คำกลอน"
ถ้าแปลหมายถึง ความเป็นไปของการบวช โดยแต่งเป็นคำกลอน ความยาวประมาณ
๔๐๐ บท แต่งเข้าประกวดบทประพันธ์ชิงรางวัลทางวรรณคดีของมูลนิธิ
จอห์น เอฟ เคนเนดี แห่งประเทศไทย และผลงานชิ้นนี้ของท่านได้รับรางวัลชนะเลิศ
ได้รับรางวัล ๓๐,๐๐๐ บาท การตัดสินกระทำโดยคณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิเชี่ยวชาญทางด้านวรรณกรรม
โดยมีพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภ พฤฒิยากร เป็นประธานกรรมการในการตัดสิน
ผู้เขียนได้ศึกษาตำรา A village ordination บรรพชาปวัตน์คำกลอน
พระมหาทองย้อย วรกวิณโธ แต่งเป็นตำราแปลคำกลอนไทยเป็นภาษาอังกฤษโดย
ศาสตราจารย์ Silcock ร่วมกับอาจารย์เสรี วงษ์มณฑา พิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก
คำนำในหนังสือดังกล่าวได้กล่าวถึงที่มาการให้รางวัลซึ่งยกย่องผู้ประพันธ์ว่า
"นับว่าเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการตัดสินให้ผู้ประพันธ์ได้รับรางวัลเงินเต็มจำนวนที่จัดสรรไว้
เพราะเห็นว่านอกจากพระมหาทองย้อยจะสามารถแต่งบทประพันธ์ได้ถูกต้องตามกติกาไม่มีข้อ
บกพร่องในเชิงวรรณคดีประการใดทั้งสิ้นแล้วเกี่ยวกับการเข้าอุปสมบทตามแบบคนพื้นเมืองในประเทศไทย
จึงเป็นการจารึกขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าชมอันนี้ไว้ อนุชนรุ่นหลังทราบได้อย่างดียิ่งและด้วยเหตุนี้เองซึ่งทำให้มูลนิธิฯ
ตกลงใจจัดพิมพ์ขึ้น"
นาวาเอกทองย้อย
แสงสินชัย ท่านมีผลงานประพันธ์เผยแพร่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตเป็นสามเณร
เป็นภิกษุ และจนเข้ารับราชการมีมากมาย ล้วนแต่มีคุณค่าดีเด่น
ผลงานของท่านมีทั้ง สุภาษิตชาดก กลอนนิราศ คำทำนายฝันครั้งประวัติศาสตร์
โคลงโลกนิติ ฉบับถอดความ ประชุมโคลงโลกนิติ ฉบับรวบรวมเรียงใหม่
เพลงฉ่อย นำชมเมืองราชบุรี ฯลฯ ยังมีคำประพันธ์อีกหลายชิ้นที่ผู้เขียนได้ศึกษาและเห็นผลงานของท่าน
เมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้เขียนได้ฟังเพลงเทียนส่องฟ้า เป็นชุดรวมเพลงผลงานเพลง
เกียรติยศชุด "เทิดเกียรติคุณครู" สำนวนภาษางดงามและไพเราะมาก
มาทราบว่าเป็นผลงานของนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย ซึ่งได้รับรางวัลเพลงรองชนะเลิศอันดับ
1 ในการแต่งเพลงวันครูเข้าประกวดที่คุรุสภาเป็นผู้จัด
ผลงานของท่านนาวาเอกทองย้อย
แสงสินชัย แสดงถึงภูมิปัญญาไทยด้านวรรณศิลป์ในระดับสูง คงมีไม่มากนักที่จะมีบุคคลสร้างผลงานดีเด่นทางด้านการประพันธ์ซึ่งเป็นงานที่
สร้างสรรค์ไว้ให้สามารถสืบสานการประเพณีเห่เรื่อหรือที่เป็นสมบัติทางศิลปวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสร้างไว้
ทำให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเข้าใจงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยอันงดงามประณีตยิ่งและเป็นที่น่าภาคภูมิใจที่เรายังมีบุคคลที่สืบสานงานทางศิลปวัฒนธรรมที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะในการสร้างสรรค์งานด้านวรรณศิลป์
ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาติที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
|
บทกาพย์เห่เรือ บทที่ ๑ ชมเรือกระบวน
|
| ลอยลำงามสง่าแม้น |
มณีสวรรค์ |
| หยาดโพยมเพียงหยัน |
ยั่วฟ้า |
| เหมราชผาดผายผัน |
โผนแผ่น นภาฤา |
| พายพะแพรวพรายถ้า |
ถี่พร้อมผันผยอง |
|
ฯลฯ
|
คำกลอนในบรรพชาปวัตน์คำกลอน
พระมหาทองย้อย วรกวินโท จากหนังสือ A village ordination
| ขอแสดงแต่งเรื่องแต่เบื้องหลัง |
| เป็นนิยายชาวบ้านไว้อ่านฟัง |
| พอประทังทุกข์เหงาเมื่อหาวนอน |
| แต่รักโศกโชกเชือดกันเลือดไหล |
| เรื่องนี้ไม่มีดอกบอกเสียก่อน |
| ด้วยไม่เชี่ยวเชิงชาญการละคร |
| เป็นแต่กลอนชาวบ้านไว้อ่านกัน |
| จะกล่าวถึงผัวเมียเสียแต่ต้น |
| เขาเป็นคนราชบุรีเกิดที่นั่น |
|
ฯลฯ
|
เพลงเทียนส่องฟ้า
ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวดแต่งเพลงวันครูของคุรุสภา
| เทียนที่เรืองแสงส่อง |
| คือแสงทองส่องทาง |
| เปล่งประกาย ยอมละลาย ให้สว่าง |
| คนหลงทาง เห็นทางที่แสวง |
| |
| ดินเอ๋ยดินไร้ค่า |
| ใครหนอมาเปลี่ยนแปลง |
| ปั้นเป็นดาว สีทอง ส่องแสง |
| คือน้ำแรง ของครู ทุกเขตคาม |
| |
| โอ
เหนื่อยมาแสนนาน |
| งาน
สินักช่างสมนาม |
| เบิกดวงดาวพราวนภา แต้มดวงตาเติมฟ้างาม |
| |
| วอนสายลมพริ้วผ่าน |
| วอนถามดาวเด่นนภา |
| เป็นห่วงคน ปั้นดาว หรือปล่าวหนา |
| เพียงสัญญา จะรักดี ก็สุขใจ |
กาพย์เห่เรือ
ในมหามงคลวโรกาสที่กองทัพเรือจัดกระบวนพยุหตราชลมารค
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้ากฐินหลวง ณ วัดอรุณราชวราราม
วันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๙
นาวาโท ทองย้อย แสงสินชัย ประพันธ์
บทที่ ๑ ชมเรือกระบวน
| |
ลอยลำงามสง่าแม้น |
มณีสวรรค์ |
| |
หยาดโพยมเพียงหยัน |
ยั่วฟ้า |
| |
โสภิตกฤษณะผายผัน |
วรพ่าห์ สุบรรณแฮ |
| |
พายพะแพรวพรายถ้า |
ถี่พร้อมผันผยอง |
| |
|
|
| |
เรือเอยเรือนารายณ์ |
ผ่องพราวพรายเพียงหยาดสวรรค์ |
| |
พิศองค์ทรงสุบรรณ |
เพียงผันผยองล่องล่อยโพยม |
| |
บรรจงทรงผ้าไตร |
งามผ่องใสได้อวดโฉม |
| |
ศรัทธามาหลั่งโลม |
โน้มดวงจิตชิดชอบธรรม |
| |
สุวรรณหงส์ลงลอยล่อง |
งามผุดผ่องล่องลอยลำ |
| |
นาคราชผาดโผนนำ |
ภุชงค์ล้ำเผ่นโผนลอย |
| |
กระบี่ศรีสง่า |
งามท่วงท่าไม้ท้อถอย |
| |
เรือครุฑไม่หยุดคอย |
ยุคนาคคล้อยลอยเมฆินทร์ |
| |
อสุรวายุภักษ์ |
ศักดิ์ศรีคู่อสุรปักษิณ |
| |
พายยกเพียงนกบิน |
ผินสู่ฟ้าร่าเริงบน |
| |
เรือแซงแข่งเรือตั้ง |
พร้อมสะพรั่งกลางสายชล |
| |
เรือชัยไฉไลล้น |
ยลเรือกิ่งพริ้งเพราตา |
| |
ยักษ์ลิงกลิ้งกลอกกาย |
แลลวดลายล้วนเลขา |
| |
รูปสัตว์หยัดกายา |
พาโผนเผ่นเป็นทิวแถว |
| |
เรือน้อยลอยน้ำไหล |
ล้อมเรือใหญ่ไหววับแวว |
| |
พร่างพราวราวเพชรแพรว |
พายพลิ้วกวักพรักพร้อมพาย |
| |
งามริ้วทิวทางแถว |
ธงเพริศแพร้วแผ่วปลิวปลาย |
| |
งามเรือเหลือลวดลาย |
คล้ายเทพทิพย์หยิบลายผจง |
| |
อาภรณ์ผ้าแพรพรรณ |
สวยสีสรรสวมทรวดทรง |
| |
พลพายพายเรือลง |
ทิวธงถ้วนล้วนเฉิดฉัน |
| |
เสนาะศัพท์ขับเพลงเห่ |
เสียงเสน่ห์น้ำสนั่น |
| |
เพลงทิพย์ไป่เทียบทัน |
กลั่นจากทรวงปวงนาวี |
| |
ศิลปกรรมล้ำเลิศเหนือ |
ลวงลายเรือล้วนโสภี |
| |
ท่อนไม้ไร้ชีวี |
มีชีวิตคิดเหมือนเป็น |
| |
|
|
| |
นาวาสถาปัตย์ |
ช่างเชียวชัดชาญเชิงเช่น |
| |
ยิ่งยลยิ่งเยือกเย็น |
เห็นสายศิลป์วิญญาณไทย |
| |
สมบูรณ์สมบัติชาติ |
ควรประกาศเกียรติเกริกไกร |
| |
ฝีมือลือเลิศใคร |
ไม่เทียบเทียมเยี่ยมนิยม |
| |
ควรสืบควรรักษา |
ควรคู่ค่าควรเมืองสม |
| |
ควรเชิดควรชื่นชม |
ควรภูมิใจไทยทั้งมวล |
| |
แม้นสิ้นจากถิ่นไทย |
ห่อนเห็นใครมาคู่ควร |
| |
แบบบทหมดกระบวน |
ล้วนเลิศแล้วแพรวพริ้งพราย |
| |
ขวัญเอยเป็นขวัญเนตร |
ศิลป์พิเศษยังสืบสาย |
| |
ลูกหลานวานอย่าวาย |
อย่าดูดายศรีแผ่นดิน |
| |
ฝากโลกให้รู้จัก |
ฝากศรีศักดิ์วิญญาณศิลป์ |
| |
ฝากนามสยามินทร์ |
ฝากฝีมือชื่อไทยเอย |
บทที่ ๒ บุญกฐิน
| |
ผดุงธรรมเผด็จทุกข์ทั้ง |
แผ่นไผท |
| |
บังบาปเบิกบุญใบ |
บ่มสร้าง |
| |
กาญจนาภิเษกสมัย |
โสมนัส |
| |
เชิญเทพชุมชเยศอ้าง |
อรรถพร้องพรถวาย |
| |
|
|
| |
เห่เอยเห่กฐิน |
บุญแผ่นดินถิ่นธรรมไทย |
| |
หอมบุญกรุ่นกลิ่นไกล |
จับหัวใจไม่จืดจาง |
| |
แต่งเอยแต่งผ้าไตร |
อรุณใสอุษาสาง |
| |
บรรจงลงระวาง |
เหนือแว่นฟ้าอ่าอำไพ |
| |
พิสุทธิ์พุทธศาสน์ |
พระประกาศมานานไกล |
| |
ถึงถิ่นแผ่นดินไทย |
ประจักษ์ใจว่าสัจจริง |
| |
ทรงภพอุปถัมภก |
ทรงยอยกเป็นยอดยิ่ง |
| |
เผ่าไทยได้พักพิง |
จึงผ่องแผ้วจากภัยพาล |
| |
ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ |
เฉกร่มฉัตรรุ่งเรืองฉาน |
| |
เป็นถิ่นแห่งศีลทาน |
ทุกหย่อมย่านจึงร่มเย็น |
| |
ดินแดนแห่งกาสาว์ |
คือสมญาโลกย่อมเห็น |
| |
ศีลธรรมที่บำเพ็ญ |
ช่วยดับเข็ญทุกคราวครัน |
| |
บัวบุญจึงเบ่งบาน |
อยู่กลางธารหทัยธรรม์ |
| |
รอยยิ้มย่อมยืนยัน |
ถึงน้ำใจและไมตรี |
| |
นบไหว้พระไตรรัตน์ |
ศาสน์สวัสดิ์จำรูญศรี |
| |
วิหารลานเจดีย์ |
ล้วนรุ่งโรจน์โบสถ์ศาลา |
| |
พระแก้วอยู่เหนือเกล้า |
ทุกค่ำเช้าเฝ้าบูชา |
| |
สวดธรรมร่ำภาวนา |
ด้วยศรัทธาในศีลทาน |
| |
มาฆะ
วิสาขะ |
อาสาฬหะ บูชากาล |
| |
ธูปเทียนเวียนทุกวาร |
ทุกถิ่นฐานทุกชั้นชน |
| |
พรรษาถือศีลสัตย์ |
ตั้งใจตัดอกุศล |
| |
สามเดือนเตือนจิตตน |
ไม่หมองหม่นหมดเมามัว |
| |
หน้าเอยหน้ากฐิน |
ทุกท้องถิ่นบันเทิงทั่ว |
| |
เสียงเห่เสียงโห่รัว |
ทางรถเรือเหลือสำราญ |
| |
เห่เอยเห่กฐิน |
พระภูมินทร์หมายโพธิญาณ |
| |
ทรงสร้างทางศิลทาน |
ทรงเบิกบานดั่งบัวบุญ |
| |
บุญเอยบุญกฐิน |
ผ่องโสภิณด้วยพุทธคุณ |
| |
พระธรรมล้ำอดุลย์ |
ช่วยค้ำจุนอบรมใจ |
| |
พระสงฆ์ทรงศีลา |
เป็นเนื้อนาทักขิไณย |
| |
คุณพระรัตนตรัย |
อำนวยชัยองค์ราชัน |
| |
ห้าสิบพระวัสสา |
กาญจนาภิเษกขวัญ |
| |
ปวงบุญแต่ปางบรรพ์ |
เป็นฉัตรกั้นจักรีวงศ์ |
| |
เทพไทถวายทิพย์ |
พรเลิศลิบลุประสงค์ |
| |
เกษมสุขทุกพระองค์ |
ขอจงทรงพระเจริญเทอญ |
บทที่ ๓ ชมเมือง
| |
สยามเอยอุโฆษครื้น |
คุณขจร |
| |
สุขสถิตสถาพร |
ผ่านฟ้า |
| |
ไตรรงค์ลิ่วลมสลอน |
อวดโลก |
| |
ตราบเมื่อนี้เมื่อหน้า |
เมื่อโน้นนิรันดร์เกษม |
| |
|
|
| |
สยามเอยสยามรัฐ |
งามร่มฉัตรทัดเทียมโพยม |
| |
กิตติศัพท์ขับประโคม |
โครมครืนครั่นลั่นหล้าคง |
| |
สุโขทัยไกลสุด |
ถึงอยุธยายง |
| |
ธนบุรีลอยฟ้าลง |
ทรงศักดิ์ฟื้นคืนคุณขจร |
| |
รัตนโกสินทร์ศิลป์ |
สืบระบิลอันบวร |
| |
แม่นแม้นแดนอมร |
ถอนจากฟ้ามาเมืองดิน |
| |
เจ้าเอยเจ้าพระยา |
ถั่งธารามาเรื่อยริน |
| |
ทวยไทยได้อาบกิน |
ลินลาศลุ่มขุมกำลัง |
| |
งามเอยงามระยับ |
แวววาววับวัดเวียงวัง |
| |
ย่ำค่ำย่ำระฆัง |
วังเวงหวานซ่านซึ้งเสียง |
| |
เจดีย์ศรีสูงเหยียด |
เสียดยอดท้าฟ้ารายเรียง |
| |
ปรางค์ยอดทอดเงาเคียง |
เลี้ยงตาเมืองเรื้องเรืองรมย์ |
| |
พืชพันธุ์ธัญญาผล |
เลี้ยงชีพชนดลอุดม |
| |
นาสวนชวนชื่นชม |
ร่มรื่นไม้ไพรพฤกษ์มี |
| |
รอยยิ้มพิมพ์ใจสวย |
ชนรุ่มรวยด้ายไมตรี |
| |
เสน่ห์ประเพณี |
ศรีสง่ามานิรันดร์ |
| |
สถิตสถาพร |
ประชากรเกษมสันต์ |
| |
ร่มธรรมฉ่ำชีวัน |
ฟั้นฝึกใจใฝ่ความดี |
| |
ราชันขวัญสยาม |
ปิ่นเพชรงามปักธานี |
| |
ร่มพระบารมี |
ศรีไผทฉัตรชัยชน |
| |
ไตรรงค์ธงชัยโชค |
ลอยอวดโลกโบกลมบน |
| |
ขวัญฟ้าขวัญตายล |
ล้นเลิศหลักศักดิ์สยาม |
| |
เมื่อนี้ตราบเมื่อหน้า |
คงคู่หล้ากล้าเกียรติงาม |
| |
ใครบุกรุกเขตคาม |
ตามหาญหักรักษ์แผ่นดิน |
| |
ฟ้าเอยฟ้าสยาม |
งามกว่าฟ้าทุกธานินทร์ |
| |
เพลงสยามทุกยามยิน |
วิญญาณปลื้มดื่มด่ำเอย |
บทที่ ๔ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ
รัชกาลที่ ๙
| |
นารายณ์เรืองฤทธิ์ล้ำ |
เลอหน หาวแฮ |
| |
ทรงสุบรรณบินบน |
โบกฟ้า |
| |
พ่างเพียงพระภูมิพล- |
อดุลยเดช |
| |
ทรงเทิดทศธรรมหล้า |
แหล่งล้วนแรงเกษม |
| |
|
|
| |
เรือเอยเรือที่นั่ง |
งามสะพรั่งอยู่พร้อมเพรียง |
| |
ลอยลำมารายเรียง |
แลสล้างกลางสายสินธุ์ |
| |
นารายณ์ทรงสุบรรณ |
ช่างเฉิดฉันงามเฉิดฉิน |
| |
โผนเผ่นเช่นครุฑบิน |
ลินลาศคล้อยลอยหาวหน |
| |
รูปครุฑยุคนาคหิ้ว |
ปานจะปลิวลิ่วลมบน |
| |
พายกวักพรักพร้อมพล |
เพียงปีกกล้ากวักฟ้าไกล |
| |
งามเอยงามสง่า |
เหมือนหยาดฟ้ามายาใจ |
| |
กาญจนาภิเษกสมัย |
ทวยเทพไทถวายพระพร |
| |
พระเอยพระภูมินทร์ |
ร่มฟ้าดินทุกแดนดอน |
| |
เพราะธรรมแห่งภูธร |
ที่ทรงธารซึ่งถิ่นไทย |
| |
เป็น
"พลังแห่งโลกหล้า" |
สมสมญาอันยิ่งใหญ่ |
| |
เดือนปีที่เป็นไป |
คือทิพย์ไท้ท่านคุ้มครอง |
| |
ปีทิพย์คือปีธรรม |
ประพฤตินำสุขเนืองนอง |
| |
ปีธรรมคือปีทอง |
ไทยทั้งผองผาสุกสม |
| |
ห้าสิบปีที่ทรงราชย์ |
ประชาชาติประชันชม |
| |
สยามรัฐสวัสดิ์รมย์ |
ด้วยศูนย์รวมอันร่มเย็น |
| |
ยามใดที่ไทยเดือด |
ถึงหลั่งเลือดด้วยร้อนเข็ญ |
| |
ทรงดับให้กลับเย็น |
ที่แก่งแย่งกลับนิยม |
| |
ยามภัยพิบัติเบียน |
จำจนเจียนจวนจ่อมจม |
| |
ทรงเสกชีวิตชม |
ให้กลับฟื้นขึ้นยืนตน |
| |
ถิ่นโหยระหายหิว |
ที่เหือดแห้งทุกแห่งหน |
| |
ย่อมขึ้นด้วยหยาดชล |
ที่ทรงชุบให้ฉ่ำทรวง |
| |
คือธารเมตตาธรรม |
อันลึกล้ำทะเลหลวง |
| |
เอิบอาบกำซาบปวง |
ทุกลมปราณด้วยปรานี |
| |
แผ่ผายข่ายการุณ |
เบิกบัวบุญพระบารมี |
| |
คุ้มครองป้องธาตรี |
ให้บานชื่นรื่นเริงชนม์ |
| |
ทศธรรมล้ำสถิต |
ทศทิศไร้ทุกข์ทน |
| |
พระเดชอดุลย์ดล |
ทั้งสากลจึงเกริกไกร |
| |
นารายณ์ทรงสุบรรณ |
เผ่นผายผันผลาญพาลภัย |
| |
เฉกองค์พระทรงชัย |
ทรงครองไทยด้วยทรงธรรม์ |
| |
แรงรักแห่งทวยราษฎร์ |
ประหนึ่งภาชน์สุพรรณพรรณ |
| |
เอ่ยวากย์ถวายวัณน์ |
คือโกสุมอันโสภา |
| |
ศีลสัตย์คือสายสร้อย |
บรรจงร้อยเป็นมาลา |
| |
ถวายแทบพระบาทา |
บูชาคุณพระจอมคน |
| |
จงพระเสวยสวัสดิ์ |
พูนพิพัฒน์ผองศุภผล |
| |
พระหทัยไกลกังวล |
ทุกทิพาราตรีกาล |
บทที่ ๕ สรรเสริญพระบารมี
| |
ยอกรเหนือเกศก้ม |
กราบยุคล |
| |
แทบบาทองค์ภูมิพล |
ผ่านฟ้า |
| |
กาญจนาภิเษกนุสนธิ์ |
เสวยราชย์ |
| |
ฉลองครบห้าสิบหล้า |
แหล่งล้วนสรรเสริญ |
| |
|
|
| |
ยอกรขึ้นเหนือเกศ |
กราบบทเรศองค์ภูมิพล |
| |
ครองรัชย์สวัสดิมงคล |
ห้าสิบปีศรีแผ่นดิน |
| |
บันเทิงทั่วถิ่นไทย |
ร้อยดวงใจทุกดวงจินต์ |
| |
ร้อยถ้อยร้อยวาทิน |
ร้อยความรักภักดีถวาย |
| |
พระเอยพระทรงภพ |
พระคุณจบขจรขจาย |
| |
คือฟ้าตาวันฉาย |
และคืนผ่องด้วยเดือนเพ็ญ |
| |
หัตถ์ทิพย์แห่งท่านไท้ |
กำจัดไข้กำจัดเข็ญ |
| |
ถอนทุกข์ขุกลำเค็ญ |
เย็นทั่วหน้าห้าสิบฉนำ |
| |
แผ่นดินที่ทรงครอง |
แผ่นดินทองแผ่นดินธรรม |
| |
คราวเข็ญเข้าครอบงำ |
ทรงดับเข็ญทุกคราวครัน |
| |
เหน็ดเหนื่อยนั้นหนักนัก |
ทรงงานหนักอเนกอนันต์ |
| |
วันพักเพียงสักวัน |
ก็แสนน้อยดูนานเกิน |
| |
วังทิพย์คือท้องทุ่ง |
ม่านงามรุ้งคือเขาเขิน |
| |
ร้อนหนาวในราวเนิน |
มาโลมไล้ต่างรสสุคนธ์ |
| |
ย่างพระบาทที่ยาตรา |
ยาวรอบหล้าฟ้าสากล |
| |
พระเสโทที่ถั่งทน |
ถ้าไหลรวมท่วมทุกภาย |
| |
พระผินพระพักตร์ผัน |
ที่ร้อนพลันละลายหาย |
| |
พระแย้มพระสรวลพราย |
ทุกข์ทลายไม่เหลือไร |
| |
ยามเหนื่อยกับชีพนี้ |
พระบารมีเหมือนเกิดใหม่ |
| |
ยามหมองไม่อำไพ |
เหมือนแสงสว่างกระจ่างมน |
| |
จอมเอยจอมทัพไทย |
คือธงธัยแห่งทวยชน |
| |
ทรงธรรมทรงนำพล |
เผด็จทุกข์แผ่นดินไทย |
| |
บดบังอบายบาป |
ธารธรรมอาบบ่มบุญใบ |
| |
กาญจนาภิเษกสมัย |
โสมนัสทั่วธรณี |
| |
ปลื้มเอยปลื้มเปรมสม |
วันอุดมฤกษ์งามดี |
| |
วันสุขมงคลศรี |
วันพิเศษพิสุทธิ์ใส |
| |
ข้าเจ้าเหล่านาวิน |
ข้าแผ่นดินสำนึกใน |
| |
ขอถวายพระพรชัย |
แต่จอมไทยปิ่นธรณี |
| |
เดชะพระไตรรัตน์ |
พระปรมัตถบารมี |
| |
เทวาทุกราศี |
อัญเชิญช่วยอวยชัยถวาย |
| |
ขอจงทรงพระเจริญ |
พระชนม์เกินร้อยปีปลาย |
| |
อาพาธพินาศหาย |
ผองพาลพ่ายแพ้บุญใบ |
| |
จงพระเสวยสวัสดิ์ |
พูนพิพัฒน์ปราบมารภัย |
| |
ผ่องแผ้วพระหฤทัย |
ทุกทิพาราตรีกาล |
| |
พระประสงค์ทุกสิ่งเสร็จ |
แม้สรรเพชญพระโพธิญาณ |
| |
ดำรงรัชย์ชัชวาล |
ดั่งเวียงสวรรค์นิรันดร์เทอญ |
|