English / ภาษาไทย


บทความที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดง
 
วัฒนธรรมการกิน : กินแบบชาตินิยมสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

กฤษดา ไพวรรณ์
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
 
          หากจะเอ่ยถึงการ "กิน" แล้ว เป็นที่แน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้อกับวัฒนธรรมอย่างยิ่ง เพราะ มนุษย์ย่อมคิดค้นวิธีการกินต่างๆกันไปเพื่อให้ "กินดี กินอร่อย" ซึ่งมนุษย์แต่ละกลุ่มต่างก็มี วัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนไทยเราอยู่นวัฒนธรรมข้าว เราจะกินข้าวเป็น อาหารหลัก ฝรั่งยุโรปส่วนมากีวัฒนธรรมขนมปังก็ประดิษฐ์คิดค้นขนมปังหลากหลายรูปแบบ ต่างๆกันไปเพื่อเป็นอาหารหลัก อย่างนี้เป็นต้น
 
          การกินในแต่ละที่นั้นก็เป็นไปตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ในประเทศไทยเราเองที่ เป็นวัฒนธรรมข้าวก็ยังแบ่งย่อยๆได้อีก อย่างชาวภาคกลางก็กินข้าวเจ้าเป็นหลัก ส่วนชาวอีสาน ก็จะกินข้าวเหนียวเป็นหลัก ชาวเหนือก็กินข้าวเหนียวเป็นหลัก (แต่ชาวเหนือเรียกว่า "ข้าวนึ่ง") แน่นอนว่ากับข้าวของข้าวเจ้ากับข้าวเหนียวก็แตกต่างกันออกไปอีก
 
          ในอีกแง่มุมหนึ่ง วัฒนธรรมการกินก็ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอำนาจเช่นกัน คือการกินเป็นเครื่องแสดงออกซึงอำนาจ ในสังคมผ่าชนบางกลุ่มนั้นเนื้อส่วนที่ดีที่สุดของสัตว์ที่ ชาวบ้านร่วมมือกันไปล่ามาได้ จะถูกเก็บไว้สำหรับหัวหน้าเผ่า หรือ ผู้นำทางจิตวิญญาณ (บรดาพ่อมดหมอผี) ของเผ่า หรืออาหารชาววังนั้นก็จะต้องเป็นอาหารที่ประณีตใช้ความบรรจงทำกันอย่างสุดฝีมือ มิใช่สักแต่ทำเพื่อให้กินอิ่มเท่านั้น เนื่องจากกษัตรย์นั้นคือร่างอวตารของ มหาเทพจากสวรรค์ อาหารที่กินจึงต้องสื่อถึง "ของทิพย์" อย่างนี้เป็นต้น
 
          ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น เป็นช่วงแรกการสร้างชาติ (ห้เป็นไปตามแนวความคิดของผู้นำ) หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยต้องได้รับการจัดระเบียบจากทางราชการให้ "เข่าที่เข่าทาง" และ "เป็นอารยะ" สิ่งที่ทางการเห็นว่าล้าสมัยถูกจัดเข้าเป็นสิ่งที่ไม่มีวัฒนธรรม แต่ สิ่งที่รัฐบาลเห็นชอบก็ได้รับการจัดให้เป็นสิ่งที่มีวัฒนธรรมและประชาชนทุกคนสมควรปฏบัติตาม ไม่ว่าจะเรื่องแต่งกาย การแสดงความเคารพต่อชาติ และเรื่อยมาถึง "การกิน" หากกล่าวถึงเรื่องวัฒนธรรมการกินที่โด่งดังที่สุดในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทุกคน คงจะนึกถึงเรื่องที่รัฐบาลสั่งห้ามการกินหมาก เพราะทำให้บ้านเมืองสกปรก ผู้ที่กินก็ดูท่าทางน่าเกลียดน่ากลัว (ในสายตาของรัฐบาล) และที่สำคัญการกินหมาก "ไม่มีในวัฒนธรรม" แน่นอนว่าเฉพาะในสายตาของรัฐบาล
 
          แต่ผลพวงของนโยบายชาตินิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้นก็ได้ก่อกำเนิดอาหาร ขึ้นมาชนิดหนึ่งและเหลือมาถึงปัจุบัน อาหารชนิดนั้นเกิดขึ่นเพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็น ว่าในสมัยนั้น"ก๋วยเตี๋ยว" เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีร้านก๋วยเตี๋ยวทั้งแบบตั้งอยู่กับที่
 
          และแบบเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็นทางรถ(เข็น)หรือทางเรือก็ตาม ซึ่งก๋วยเตี๋ยวนั้นจอมพล ป. เห็นว่า เป็นอาหารที่มีพื้นแพ มาจากประเทศจีน
 
          ในช่วงนั้นรัฐบาลพยายามอย่างมาก ที่จะถอดถอนความเป็นจีนออกจากคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายที่อยู่ในประเทศไทย ถึงกับมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการสอนหนังสือจีน ในเมืองไทย แต่งหนึ่งที่ยากแก่การปราบปรามก็คือ "ก๋วยตี๋ยว" นี่เอง ทำใฟ้ก๋วยเตี๋ยวเป็นหนามตำใจของรัฐบาลในณะนั้น
 
          แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ได้คิดค้นอาหารขึ้นมาชนิดหนึ่งเพื่อจะส่งเสริมให้ประชาชนนำไปทำมาค้าขายแทนที่การขาย ก๋วยเตี๋ยว (จีน) โดยอาหาชนิดนี้พยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองที่ตรงกันข้ามกับก๋วยเตี๋ยว (จีน) เราก็ได้ "เส้นจันทร์" ขึ้นมา ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะแก่การผัดในกระทะ ก๋วยเตี๋ยว (จีน) มักจะกินเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ อาหารนี้กินแบบแห้งเท่านั้น (เพราะใช้ในการผัด) และสุดท้ายเพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าอาหารนี้เป็นอาหารของคนไทยอย่างแน่นอน จึงตั้งชื่อว่า "ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย"
 
          ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยจึงเป็นอาหารที่เกิดขึ้นมภายใต้วันธรรมแบบชาตินิยมที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามพยายาม สร้างขึ้นโดยแท้ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมการกินแบบชาตินิยม ก็เห็นจะไม่ผิดไปจากความจริง
          สำหรับท่านผู้อ่านที่เกิดอย่ากกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทให้เป็นแบบชาตินิยมแท้ๆ ก็ขอเรียนว่าต้องเป็นผัดไทกุ้งสดนะครับ ไอ้ที่ใส่หมูแทนกุ้งนั้นมันไม่ใช่สูตรนิยมจริงๆ
 
Apycom jQuery Menus